เสียงเคาะชามยามดึก….

0

เล่าเรื่องผีแก้เครียดดีกว่า เห็นคนชอบอ่านกัน
ท่านที่ติดตามอ่านผมมาบ่อยๆ คงทราบนะครับว่าผมเป็นเอทิส
แต่ถ้าถามว่าเชื่อเรื่องผีไหม อันนี้ต้องบอกว่าค่อนข้างเชื่อ เพราะเคยเจอเรื่องอธิบายไม่ได้มาพอสมควร
แต่ผมเชื่อ ในแง่พลังงานคงค้าง ที่ว่ากันตามกฎฟิสิกส์มากกว่า คือ เชื่อว่าคนเราถ้าตาย สัญญาณไฟฟ้าหรือก็คือคลื่นสมองต่างๆ มันน่าจะยังอยู่ไปสักระยะ และแสดงผลบางอย่างออกมา
แต่ไม่ใช่เชื่อในแง่ว่ามันศักดิ์สิทธิ์หรือให้คุณให้โทษอะไรได้
…ที่เชื่อ เพราะเคยเจอบางอย่างแปลกๆ ที่จะเล่าให้ฟังนี่แหละครับ…
เสียงเคาะชาม ยามดึก….
อันนี้ย้อนกลับไปสมัยผมเตรียมสอบเอ็นทรานซ์
ด้วยความเป็นเด็กสอบเทียบ ก็เลยไม่ได้ไปโรงเรียนเหมือนคนอื่นเอา เลยอ่านหนังสือดึกๆทุกวัน ส่วนมากคือนอนตีห้า หกโมงเช้า อะไรงั้น

สมัยนั้น ทางยายผมเพิ่งย้ายมาจากภูเก็ต ระหว่างรอก่อสร้างบ้านจริงๆจะเสร็จ ก็เลยมาอยู่บ้านผม
ซึ่งตอนนั้นเป็นทาวน์เฮาส์ที่ค่อนข้างเล็ก เพราะปกติอยู่กันสามคนพ่อ แม่ และผมเท่านั้น
ส่วนพ่อผมต้องไปอยู่บ้านอาอีกคน ก็แออัดแหละ

และผมจึงต้องลงมาอ่านหนังสือชั้นล่างตอนดึกๆ
เพราะข้างบนเขานอนดูละครกันมันหนวกหู
แถมต้องฝึกวาดรูป ข้างล่างมันสะดวกกว่า ใกล้น้ำ มีพื้นที่วางของสะดวก

แล้วก็เป็นจังหวะพอดีกับทวดทางแม่ผมซึ่งแก่มากแล้ว ต้องมานอนอยู่ห้องข้างล่างอีกห้องด้วยพอดี
เพราะขึ้นบันไดไม่ไหว
ซึ่งแกก็หลงแล้วล่ะ ปกติก็นอนอย่างเดียว ถึงเวลาก็เอาข้าวไปให้แก
คุณเผลอทำอะไร ๆ ยามพลบค่ำ ยามวิกาล หรือเปล่า !!!!!!!!!!!! - Pantip
อาการหลงนี่แหละที่มาของเรื่อง
ด้วยความที่แกหลง ประมาณว่ากินแล้วนึกว่ายังไม่ได้กิน ลูกหลานก็ไม่อยากให้กินซ้ำ กลัวไม่ย่อยก็จะแย่แกก็จะโมโห และจะเคาะชามกินขนมพลาสติก ที่มีอยู่ในห้องทุกที บางทีหงุดหงิดมากๆคือเขวี้ยงเลย ซึ่งก็เป็นปกติของคนหลงที่จะเหมือนเด็กแบบนี้…และแกเป็นงี้บ่อยครับ จนเป็นเรื่องปกติของบ้านไปเลย ซึ่งทุกคนก็เข้าใจ แม้จะพยายามห้าม ก็ไม่มีผลอะไร ก็ได้แต่ขอความกรุณาจากข้างบ้าน ขอโทษเรื่องเสียงรบกวนไป เพราะจะอยู่ตรงนี้กันไม่นานนัก…พอแกเสีย เรื่องมันก็เกิดตั้งแต่คืนแกเสียแหละครับ… คืนนั้นก็เหมือนไม่มีอะไร พี่เลี้ยงที่จ้างมาแบบไม่ค้างคืน อาบน้ำให้แกเสร็จ รอแกกินข้าวเรียบร้อย ก็เอาแกเข้านอนแล้วกลับไป ส่วนผมเองก็อ่านหนังสือเหมือนทุกวัน

ประมาณตีสองตีสามได้ เสียงเคาะก็มาเหมือนเดิม ผมก็ไม่คิดอะไร เพราะมันปกติเช้ามา แม่มาปลุกบอกว่าทวดเสียแล้ว เดี๋ยวเจ้าหน้าที่จะมาตรวจรับศพให้รีบตื่น ผมก็ตกใจนิดหน่อย แต่ไม่มากนัก เพราะแกแก่มากแล้ว ทุกคนคิดกันไว้นานแล้ว

พอเจ้าหน้าที่มาตรวจ เพื่อระบุเวลาตายนี่ล่ะครับ อึ้งเลย

ยายผมตื่นมาเจอหกโมงเช้า ว่าเสียแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ประมาณจากสภาพศพว่า น่าจะตั้งแต่หัวค่ำวานนี้ ประมาณ 2-3 ทุ่ม !

…อ้าว! แล้วเสียงตีสองตีสามนั้นคืออะไรอ่ะ?…

แต่ด้วยความที่ผมไม่ใช่คนกลัวผี ก็ยังนึกว่า เจ้าหน้าที่น่าจะคาดการณ์ผิดมากกว่า และเพราะตายโดยธรรมชาติ ก็เลยไม่มีการชันสูตรพลิกศพแบบละเอียด ผมก็ยิ่งเชื่อแบบนั้น…

…แต่มันไม่จบครับ…

ผมยังต้องอ่านหนังสือทุกคืน แล้วผมก็โดนตั้งแต่คืนแรกที่ตั้งสวดเลย

…เสียงเคาะชาม มันไม่ได้หายไปด้วยน่ะสิครับ!…

นั่งอ่านหนังสืออยู่ ก็ได้ยินชัดเจน ก๊อก ก๊อก…

…เสียงไอ้ชามใบเก่งแกแน่นอน หูคนเล่นดนตรีอย่างผม ไม่พลาดแน่!…

ผมนึกในใจเลย “โดนแล้วกู” แต่ก็ไม่รู้จะทำไง จะบอกแม่ แม่ก็เป็นคนกลัวผีอีก ก็ตั้งสติ อ่านหนังสือต่อไป

วันรุ่งขึ้นก็เงียบไว้ ไม่บอกใคร เพราะรู้ว่าแม่ค่อนข้างกลัวผีหนักมาก เดี๋ยวจะนอยด์ แต่รู้แก่ใจแล้วแหละว่ามันแปลกๆแล้ว

…อีกสามวัน แม่ผมก็ให้คนมาเก็บของทั้งหมดในห้องแกออกไปจนหมด ทีนี้คือห้องโล่งๆเลย กับเตียงไม่มีที่นอน ไอ้ชามใบนั้นทิ้งไปแล้ว…

…แต่คืนนั้นเสียงก็ยังมาอีกนั่นแหละ!…ชามใบเดิมแน่นอน…

ผมเจอแบบนี้ทุกวัน แต่หนักสุดคือวันที่ห้าหลังแกเสียคืนนั้น เสียงเคาะดังมาก แถมมีเสียงเขวี้ยงแบบดุดันอีกต่างหากคือ มันเป็นเสียงเหมือนเขวี้ยงแล้วเขวี้ยงอีก เหมือนเตะชามซ้ำๆ งั้นแหละครับ…เที่ยวนี้ แม่กับยายผมที่นอนข้างบนได้ยิน เลยลงมาดู พร้อมกับความช๊อค ผมเลยเล่าให้ฟังแต่ต้น ก็เลยโดนดุ ว่าทำไมไม่บอก จะได้ทำบุญไปให้แก…คืนนั้นก็ไม่ได้นอนกันทั้งบ้านล่ะครับ แม่กับยายทำบุญแต่เช้าเลย….แต่จะเพราะก่อนตายแกหลง พอเป็นผีแล้วยังหลงด้วยรึเปล่าก็ไม่ทราบได้ เสียงนั้นยังคงอยู่อีกเกือบเดือนและมีกลิ่นแบบกลิ่นคนแก่น่ะครับ อยู่ในเวลาพอๆ กัน ทั้งๆที่บ้านก็ทำความสะอาดใหญ่ไปแล้วตอนเก็บห้องแก ขนาดลงไลโซลอ่ะครับ มันไม่น่ามีกลิ่นเหลือแล้ว แต่ก็ยังมี
…หลังจากระยะนึงก็หายไป จนผมย้ายไปอยู่บ้านที่สร้างเสร็จในสี่เดือนต่อมานั่นเอง…

ก็เป็นเรื่องแปลกที่ทุกวันนี้ ผมก็ยังหาคำตอบทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้เหมือนกัน

ในทางไสยศาสตร์ จะว่าแกโกรธเคืองอะไรคนในบ้านรึเปล่า อันนี้ก็ไม่น่าใช่อีก พวกเราดูแลแกดีมาก กลางวันอยู่กับพี่เลี้ยงและยายผมตลอด
ผมเองเพราอ่านหนังสือเตรียมสอบ ก็ไม่ค่อยได้ไปไหน จึงเห็นตลอดว่าพี่เลี้ยงก็ดีกับแก ดังนั้นจะว่าพี่เลี้ยงทำอะไรไม่ดีลับหลังก็ไม่น่าใช่ และตัวพี่เลี้ยงเองก็ไม่เคยเจออะไรแปลกๆเลย แม้จะมาฟังสวดทุกวันก็ตาม

ผมเดาว่า พอแกเสีย จิตรับรู้ในรูปแบบพลังงานไฟฟ้า หรือวิญญาณนั้น มันอาจยังหลงเหลืออยู่ และเมื่อเวลาผ่านไป มันก็หายไปเช่นเดียวกับไฟฟ้าในระบบ ที่จะอ่อนแรงลงเรื่อยๆ เมื่อผ่านแรงต้านทานหลายๆรอบนั่นเอง…

…ผมพยายามหาคำอธิบาย แล้วก็สรุปตรงนี้แหละครับ…

นี่คือเรื่องที่จะเรียกว่าเรื่องผีรึเปล่าก็ไม่ทราบได้ เรื่องแรกที่ผมจะเล่าให้ฟังนะครับ ยังมีอีกสองตอน ลองอ่านกันดูแล้วกัน ผมเอาที่แบบ เจอจะๆที่สุดแล้วล่ะ มันได้แค่นี้ ไม่มีแหกอกควักไส้หรอก

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *